เวทีเวิลด์คาเฟ่ช่วงเวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐น. มีคำถามทั้งหมด ๒ ข้อ
๑. คุณมีควรามเห็นอย่างไรบ้างจากวงเสวนาภาคเช้า
๒. ความสุขของคุณคืออะไร และความสุขของสังคมคืออะไร
กล่าวว่า จีดีพีสามารถตอบโจทย์ของวัตถุประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา แต่มันไม่อาจตอบโจทย์อื่นๆ เช่นเรื่องการกระจายรายได้ เมื่อเชื่อมโยงเรื่องจีดีพีกับความสุขเข้าด้วยกัน จึงยกลำดับความต้องการ ๔ ลำดับขั้นของมาสโลว์ขึ้นมาพูดคุย โดยมองที่ความสุขขั้นแรกก่อนว่าคนเราต้องได้รับการตอบสนองในเรื่องปัจจัย ๔ จึงจะมีความสุข แต่ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นเสมอไป คนที่มีปัจจัย ๔ ไม่ครบก็สามารถมีความสุขและแบ่งปันความสุขนั้นให้คนอื่นได้ แล้วความสุขจะวัดได้จริงหรือ เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมแล้วจึงมองความสุข ความสุขเป็นภาพรวม หากถามว่าเราสามารถมีสุขด้วยตัวเราหรือเพราะสิ่งแวดล้อมสร้างให้เราสุข พบว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามีผลอย่างยิ่ง
สุดท้ายจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าประเทศชาติจะพัฒนาด้วยนักการเมืองได้หรือไม่ เพราะนักการเมืองมักตั้งเป้าหมายว่าต้องพัฒนาประเทศโดยมีเป้าหมายที่การเติบโตของจีดีพี และสุดท้ายก็สรุปกันว่า ประเทศชาติจะพัฒนาได้ไม่ใช่เพราะนักการเมือง แต่เป็นเพราะพวกเราทุกคน
จีดีพีกับความสุขมีความเกี่ยวข้องกันอยู่หลายส่วน แล้วอะไรคือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้จากความสุขนั้นและแก้ปัญหาพัฒนาความสุขนั้นอย่างไร โดยมีข้อเสนอ ๔ ข้อ ดังนี้
๑. การเรียนรู้ เราควรเรียนรู้อย่างไรจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมากขึ้น และสามารถต่อสู้กับโลกภายนอกได้อย่างมีสติ
๒. เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่สำคัญควรนำมาปรับใช้กับชีวิต
๓. ธรรมาภิบาล ระบบระเบียบต่างๆ ในสังคมควรมีการปรับเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น
๔. การมีส่วนร่วมของประชาชน
อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้มีความสุขมากขึ้น พบว่าอย่างน้อยการปรับเปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมให้ดีขึ้นก็อาจช่วยสะท้อนว่าเรามีความสุขมากขึ้นได้ เช่น ครอบครัว การบริโภค ความเครียด สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของชีวิต
มีความเห็นใกล้เคียงกับกลุ่มแรก แต่ที่ต่างกันคือดัชนีเศรษฐกิจพอเพียงน่าเอามาเป็นตัววัดได้ในเรื่องของบัญชีครัวเรือน เพื่อเห็นภาพรวมของประเทศ การศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญ การจะพัฒนาประเทศได้ต้องเริ่มที่ผู้นำ ต้องทำจริงได้ และทำอย่างจริงจังและจริงใจ ต้องปรับแก้จิตสำนึกของสังคม แนวคิดสังคมไปเชื่อมโยงกับสื่อ เพราะสื่อมีอิทธิพล ดังนั้นรายการโทรทัศน์น่าจะมีสร้างการเรียนรู้ หากราจะวัดความสุขได้ ควรวัดจากอะไร วัดจากทางกายหรือวัดจากทางใจ อาจจะวัดจากรอยยิ้ม ทางใจมีการวัด3ระดับด้วยกันโดยแบบสอบถามทางจิตวิทยาคือ
๑. ระดับรู้ตัว
๒. ระดับกึ่งรู้ตัว
๓. ระดับไม่รู้ตัว
และเสนอกันว่าความสุขของคนน่าจะขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง คำตอบก็คือสุขกายสบายใจ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีความยั่งยืนและมีเวลาท่องเที่ยว นั่นเป็นความสุขส่วนตัว แล้วจะได้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ส่วนความสุขของสังคมก็ต้องมีด้วย ความยั่งยืนของสังคมและแต่ละคนคืออะไรส่วนตัวคือความสุขทางกายต่างๆ เช่นการกินอิ่มนอนหลับ เรื่องของสังคมคือการแบ่งปันและเกื้อกูล แต่อย่างไรก็ดีทุกอย่างต้องเริ่มที่รัฐเป็นผู้วางนโยบาย
มองว่าจีดีพีเป็นตัวเลขตัวหนึ่งซึ่งนำไปเปรียบเทียบในเชิงสากลได้ว่ามีการพัฒนาทางเศรษฐกิจไปมากน้อยเพียงใด และเห็นข้อเสียของจีดีพีมากมาย เช่น ในเรื่องของการพัฒนาอย่างการสร้างเขื่อน ซึ่งไปกระทบเรื่องที่ดินของชาวบ้าน เรื่องการกระจายรายได้ สิทธิชุมชน คุณภาพชีวิต รวมไปถึงการเข้าถึงทรัพยากร การสร้างเขื่อนคือการพัฒนา แต่ไม่ค่อยมีใครดูเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่นเรื่องการท่องเที่ยว บางพื้นที่ได้ลงไปถึงวิถีชุมชน การพัฒนาบางสิ่งอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน เช่นการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งไปกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และการพัฒนาในด้านอื่นๆ เช่นการพัฒนาอุตสาหกรรม เรื่องการทำเกษตรโดยใช้สารเคมี หรือความต้องการที่มากเกินไป เช่นเรื่องที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับไม่มีการจัดสรรให้เกษตรกรได้ใช้ จากการพูดคุยกันในกลุ่ม เห็นว่าการวัดด้วยจีดีพีควรมีต่อไป แต่ควรมีตัวชี้วัดอื่นควบคู่กันไปด้วย คำถามต่อมาคือ ความสุขคืออะไรเป้าหมายความสุขของคนจะต่างกันไปตามช่วงวัย บางคนความสุขอาจเป็นการเรียนรู้ อิสระภาพทางการเงิน และเรื่องของความพอเพียง ซึ่งจะต่างกันไปตามความรู้และประสบการณ์
เกิดคำถามว่าทำไมชี้วัดความสุขแต่ไม่มีการชี้วัดความทุกข์ และเกิดคำถามว่าความสุขชั่วคราวและถาวรต่างกันอย่างไร คนเรามีความสุขผูกกับความคาดหวัง แต่จีดีพีก็มีความจำเป็นเพื่อใช้เป็นตัวตอบคำถามเรื่องการพัฒนาของประเทศ และหากเราอยากรู้ว่าความสุขคืออะไรในระดับปัจเจกบุคคล ก็ต้องหาวิธีวัดขึ้นมาใหม่ อีกวงหนึ่ง มองหาวิธีชี้วัดความสุขใหม่เกิดแผนภาพหนึ่งขึ้นมา คือเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และมีจุดสมดุลอยู่ตรงกลาง ซึ่งการจะไปให้ถึงจุดสมดุลนี้ก็ต้องดูว่าจะต้องใช้วิธีไหน หากเราจะวัดด้วยภาษากาย เช่นการยิ้มแย้มแจ่มใสก็เป็นเรื่องยาก หากจะวัดที่การปลอดโรคภัยไข้เจ็บ คือเรื่องสบายกายก็เช่นกัน มันจำต้องวัดออกมาเป็นปริมาตรให้เห็นชัดเจน การทำบัญชีครัวเรือนจะช่วยทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น ว่ามีการเจ็บป่วยเท่าไร มีการหาหมอรักษาโรคกี่ครั้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะทำให้เห็นภาพชีวิตที่ชัดขึ้นการเห็นภาพเหล่านี้ชัดเจนก็ช่วยให้เห็นพฤติกรรมของตนเองชัดขึ้น หากเรามองไปถึงสังคมปัจจุบันมันมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น แต่เราไม่สามารถทราบได้ว่ากิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยความจริงใจหรือไม่ ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายของรัฐ ต้องเป็นผู้สร้างนโยบายให้เกิดความจริงใจส่วนนี้ขึ้น ขณะนี้ประเทศเราขาดผู้กำหนดนโยบายที่ดีที่จะนำพาหรือชี้ทิศทางให้ประเทศ เมื่อมองไปแล้วเศรษฐกิจไปเกาะกับอะไรก็ทำให้สิ่งนั้นแย่ลง เช่นเกาะกับสังคมสังคามก็แย่ เกาะกับสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อมก็แย่ ถ้าเราใช้ตัวเงินไปซื้อสิ่งแวดล้อมมาเพื่อการพัฒนา แต่เมื่อนำเอาสังคมกับสิ่งแวดล้อมมารวมกันแน่นอนว่าเศรษฐกิจก็ต้องเป็นตัวพ่วงมาด้วย ก็จะเป็นไปในทางที่ดี อย่างภูฏานเขาก็รู้ว่าอะไรที่ทำให้ประเทศเขาอยู่ได้ ประเทศไทยเองก็เช่นกัน หากเราทราบว่าปัญหามีอะไรบ้างแล้วเอาปัญหานั้นมาคุยกัน แล้วลองประเมินดูว่าความสุขจะมากหรือน้อยอยู่ที่ช่วงเวลาจากปัจจุบันมาสู่อนาคต
หากเราไม่เอาจีดีพีเราก็ควรนำจีดีพีมาบวกกับตัวชี้วัดอื่น แล้วน่าจะได้ค่าตัววัดใหม่ๆ เพราะจีดีพียังมีความจำเป็นอยู่ แล้วความสุขควรใช้อะไรวัด กลุ่มนี้เสรอว่ามันจะมีเมื่อเรามีความสามารถในการจัดการกับสิ่งต่างๆ อาจด้วยความรู้ด้วยประสบการณ์ ความสุขมีทั้งภายในและภายนอก ความสุขภายในถูกละเลยไปมาก เพราะเรามุ่งไปที่ความสุขภายนอก จีดีพีไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการวัดทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป็นการวัดผลผลิตที่มาจากความทุกข์ยากเดือดร้อน ส่วนความสุขของตนเองคืออะไรและความสุขของสังคมคืออะไร มันค่อนข้างเกี่ยวพันกันมาก มันจะส่งผลกลับไปกลับมาต่อกัน
มองว่าจีดีพีกับความสุขไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันนัก แต่ประเด็นอยู่ที่จะสร้างความสุขอย่างไรสำคัญกว่า ซึ่งคำตอบมาลงตัวที่ครอบครัวเป็นพื้นฐานของสังคม มันต้องได้รับการปลูกฝังหล่อหลอมมาจนถึงจุดหนึ่งก่อนจึงจะสามารถแบ่งปันต่อไปได้ ความสุขของแต่ละคนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว ซึ่งความรักเป็นพื้นฐานของความสุข ความสุขส่วนตัวและความสุขของสังคมต่างกันมาก สำหรับจีดีพีก็ยังสำคัญอยู่แต่เราต้องหาระบบศีลธรรมระหว่างจีดีพีกับจีเอ็นเอช
โดยสรุปสำหรับคำถามข้อที่ ๑. คุณมีควรามเห็นอย่างไรบ้างจากวงเสวนาภาคเช้า แล้วแทบทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าจีดีพีไม่ได้ช่วยชี้วัดถึงความสุขของประชาชนในประเทศได้ แต่ตัวจีดีพียังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ เรายังต้องใช้จีดีพีในการวัดผลิตผลมวลรวมประชาชาติ แต่ก็ควรคำนึงถึงเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่านี้ บางกลุ่มเชื่อว่าการจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ไปในทางที่ดีกว่านี้ต้องอาศัยกำลังหลักจากรัฐบาล ให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อน หากผู้นำไม่เข้มแข็ง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในได้ และในขณะเดียวบางกลุ่มก็เห็นว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันต้องร่วมกันแก้ด้วยตัวเราเอง และคำถามข้อที่ ๒. ความสุขของคุณคืออะไร และความสุขของสังคมคืออะไร ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ตอบคำถามข้อนี้ แต่จะพบว่าทุกกลุ่มเห็นว่ามันมีความสัมพันธ์กัน จากบุคคลนำไปสู่สังคม และการที่บุคคลจะสามารถแบ่งปันความสุขทางให้สังคมได้นั้น การเลี้ยงดูหรือพื้นฐานทางครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นมาก